พฤษภาคม 4, 2018

วันที่ 17 ธันวาคม 2560 คือวันแห่งประวัติศาสตร์ของเงินคริปโตเคอเรนซีในโลกปัจจุบัน วันที่ 17 ธันวานี้เองที่บิทคอยน์หลังจากเปิดให้เทรดในตลาดหุ้นตามมาด้วยอัลท์คอยน์นั้น ในที่สุดราคาบิทคอยน์ก็หยุดพุ่งทะยานและค่อยๆ ดิ่งลงมา ชุมชนคริปโตเคอเรนซีต่างประหลาดใจไปตามๆ กัน แต่สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ แม้ว่านักลงทุนจะคาดหวังหรือสวดมนต์ภาวนาเท่าใด ตลาดเงินคริปโตก็ยังคงค่อยๆ ถล่มลงมาต่อหน้าต่อตาพวกเขา ฝันหวานว่าจะซื้อบ้าน ซื้อวิลล่า หรือไปเที่ยวบนเกาะหรูก็ต้องพังสลาย โดยเฉพาะภาวะค่าเงินคริปโตในไม่กี่เดือนที่ผ่านมายิ่งดูราวกับภาพยนตร์สยองขวัญที่มีแสงความหวังริบหรี่เต็มทน เต็มไปด้วยฝันร้ายไม่จบไม่สิ้น

กลุ่มคนในชุมชนคริปโตเองก็แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่

  • กลุ่มแรกคือนักเทรดขาประจำ นักเทรดกลุ่มนี้เป็นคนที่ไม่ต้องการจะโดนลากจมไปพร้อมกับเรือที่กำลังอับปาง เขาคิดว่าโอกาสที่จะอยู่รอดนั้นยังมีอยู่สูงโดยการใช้ประโยชน์จากข้อกำหนดการลงทุนของบริษัทโบรกเกอร์ คนกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่ภาวนาให้ราคาบิทคอยน์ขยับสูงขึ้นเท่านั้น พวกเขายังทำรายได้จากช่วงขาลงของราคาอีกด้วย
  • คนกลุ่มที่สอง คือ นักลงทุนเชิงรับ โดยเป็นนักลงทุนที่ซื้อเหรียญดิจิตอลเหล่านี้ในอดีต และตอนนี้กำลังคำนวณเงินขาดทุนอย่างทุกข์ใจ
  • และท้ายที่สุด คนกลุ่มที่สามและเป็นกลุ่มของคนส่วนมากซึ่งก็คือ คนที่อยากซื้อบิทคอยน์หรืออัลท์คอยน์มาโดยตลอด … แต่ไม่เคยซื้อเลยสักเหรียญเพราะกลัวว่าราคาจะลดต่ำลงมาในที่สุด

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อคนกลุ่มที่สองและกลุ่มที่สามเป็นหลัก โดยมีเป้าหมายเพื่อแสดงให้เห็นว่าการชดเชยเงินที่ขาดทุนไปก่อนหน้านั้นสามารถทำได้ และก็สามารถทำเงินกำไรอย่างมากจากสภาพตลาดที่กำกวมในปัจจุบันนี้ได้อีกด้วย ทั้งหมดนี้เราจะใช้งานวิธีการวิเคราะห์ทางเทคนิคแบบง่ายๆ 

โบรกเกอร์ที่อยู่ในวงการตลาดเงินคริปโต เช่น NordFX ได้นำเสนอเครื่องมือจำนวนมากซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรมหาศาลได้ในทุกสถานการณ์ และอันดับแรกที่ต้องรู้จักก็คือแพล็ตฟอร์ม MetaTrader-4 (MT4) อันเป็นที่นิยมที่สุดในโลกในขณะนี้ ให้บริการในรูปแบบแอปพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือเช่นกัน โดยแพล็ตฟอร์มดังกล่าวไม่ใช่เครื่องผลิตเงินแต่อย่างใด แต่ถ้าหากเราใช้อย่างถูกต้องตามทักษะ เครื่องมือนี้จะกลายเป็นอาวุธที่ดีในการล่าทั้งตลาดกระทิงและหมีในป่าแห่งตลาดเงินดิจิทัล

ในส่วนตัวอย่าง เราจะอธิบายวิธีการง่ายๆ ในการทำกำไรด้วยการใช้งานดัชนีเพียงไม่กี่ตัวซึ่งมีให้บริการทั่วไป ดัชนีบางตัวมีให้อยู่ในบนแพล็ตฟอร์ม MT4 (สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับแพล็ตฟอร์มตัวนี้ เราขอให้คุณศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ NordFX)

 

ระดับแนวรับและแนวต้าน

หลายคนรู้อยู่แล้วว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการเทรดอย่างทำกำไรคือการหาจุดเข้าตำแหน่งที่ถูกต้อง ตำรามักจะบอกว่าให้ขายตอนราคาสูงและซื้อตอนราคาต่ำ แต่เราจะหาจุดสูงสุดหรือต่ำสุดเหล่านี้ได้อย่างไร? และจะรู้ตอนไหนว่าถึงจุดที่เทรนด์กลับตัวแล้ว?

เป็นที่ทราบกันดีว่าดัชนีเทรนด์ส่วนใหญ่มักให้สัญญาณเท็จเนื่องจากความอ่อนไหวของการตั้งค่า หรือดัชนีมักมีความล่าช้าเมื่อคุณปรับลด “คลื่น” ที่ไม่จำเป็นออก ทั้งนี้ หากคุณให้ความสนใจกับดัชนีที่ระบุระดับแนวรับ/แนวต้าน ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างมีความเสถียรมากกว่า ดังนั้น เครื่องมือดังกล่าวสามารถเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่น่าเชื่อถือมากที่สุดในการเทรดเงินคริปโต ดัชนีนี้อาจถือว่าเป็นดัชนีชี้นำได้เช่นกัน โดยนักเทรดจะเห็นว่าราคากำลังขยับเข้าสู่เส้นระดับดังกล่าว ซึ่งแปลว่านักเทรดจะรู้ล่วงหน้าเมื่อใดที่กำลังจะมีการทะลุของเทรนด์เกิดขึ้น

ยิ่งระดับแนวรับหรือแนวต้านเห็นชัดว่ามีกำลังแรงเท่าใด โอกาสในการกลับตัวของเทรนด์ก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น และคุณสามารถวัดแรงกำลังนี้ได้โดยการดูที่ประวัติราคา ว่าราคาเคยเด้งออกจากระดับดังกล่าวในทิศทางเดียวกันหรือในทิศทางที่ตรงกันข้าม ในขณะเดียวกัน สำหรับเงินคริปโตเคอเรนซี เราขอแนะนำให้คุณดูระดับแนวรับและแนวต้านนี้โดยใช้กรอบเวลาไม่ต่ำกว่า H4 เนื่องด้วยความผันผวนสูงในตลาด โดยบ่อยครั้งเราจะใช้กรอบเวลารายวัน D1 ควบคู่ไปกับ W1 ในการทำงานของเรา

 

รูปที่ 1

ในรูปที่ 1 เพื่อความชัดเจนเราจึงวางดัชนีซิกแซ็กไว้บนราคาบิทคอยน์ โดยเห็นได้ว่าระดับที่กำลังแรงที่สุดคือระดับ 11,660 (จุดทะลุเทรนด์อยู่ที่จุดที่ 1, 2, 3, 4, 5) และระดับ 9,145 (จุดที่ 6, 7, 8).

นอกจากนี้ เราควรไม่ควรพูดถึงระดับต่างๆ เท่านั้น แต่เราควรสนใจกับโซนแนวรับ/แนวต้านมากกว่า นักเทรดไม่ควรคาดการณ์ว่าราคาจะวกกลับตัวทันทีที่แตะถึงระดับดังกล่าว สมมติว่าเป็นระดับที่ 11,660 เมื่อเทรนด์กำลังมาแรงแต่ตลาดมีปริมาณการซื้อขายต่ำ ราคาอาจจะผ่านหลักร้อยจุดด้วยความเฉื่อยซึ่งเห็นได้จาก ณ จุดที่ 1 เป็นต้น ปฏิกิริยาตอบโต้ดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยไม่เฉพาะในการเทรดคริปโตเคอเรนซีเท่านั้น แต่รวมถึงสินทรัพย์การเงินตัวอื่นๆ เกือบทุกประเภทเช่นกัน   

บ่อยครั้งที่ราคาติดอยู่ระหว่างระดับที่กำลังแรงและเคลื่อนที่อยู่ระหว่างระดับเหล่านี้เป็นเวลานาน จนเหมือนกับเป็นรูปช่องขึ้นมา สำหรับบิทคอยน์ก็มีช่อง 9,145-11,660 ซึ่งอยู่เหนือจุด Pivot Point ที่ 10,200 ในกรณีที่ราคาทะลุระดับด้านล่าง ราคาจะตกลงมาที่ช่องด้านล่างถัดมาที่ 7,700-9,145 โดยเราดูตัวอย่างได้จากช่องด้านข้างที่ 6,190-7,700 เป็นต้น

และในกรณีที่คู่ BTC/USD ยังคงราคาลดลงไปอีก (ซึ่งไม่ควรตัดความเป็นไปได้ตรงนี้) เราจะต้องให้ความสนใจกับช่องราคาในช่วงฤดูร้อน-ฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 5,350-6,190 และ 3,560-4,470 เป็นต้น

 

ดังนั้น เราได้อธิบายวิธีการสร้างค่าระดับแนวรับ/แนวต้านโดยการใช้ดัชนีซิกแซ็กไปแล้วอย่างไรก็ตาม เครื่องมือต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมาบนแพล็ตฟอร์ม MetaTrader-4 ก็สามารถใช้งานดัชนีตัวอื่นๆ เพื่อวัตถุประสงค์เดียวกันนี้ได้เช่นกัน เช่น ช่องราคา (Price Channel ในรูปที่ 2) หากเราเชื่อมระหว่างส่วนที่ยาวที่สุดและส่วนที่ประจบกันบ่อยที่สุดในแนวนอนนี้โดยดัชนีตัวนี้ เราจะได้ระดับเดียวกันซึ่งปรากฏในตัวอย่างที่หนึ่งข้างต้น ดังนั้น ตามหลักแล้ว ดัชนีใดดัชนีหนึ่งดังกล่าวสามารถใช้งานเป็นดัชนีหลักได้เหมือนกัน และดัชนีอีกตัวก็สามารถใช้เป็นดัชนีควบคุมยืนยันได้

 

รูปที่ 2

 

การเบนเข้าที่เป็นประโยชน์

การเบนเข้า (Divergence) ถือว่าเป็นสัญญาณชี้นำอีกสัญญาณที่มีประสิทธิภาพสูงในการชี้จุดวกกลับของเทรนด์ โดยการเบนออกคือค่าความห่างระหว่างทิศทางของการเปลี่ยนแปลงราคาสกุลเงินคริปโตและดัชนีจากออสซิลเลเตอร์ ออสซิลเลเตอร์เป็นดัชนีตระกูลหนึ่งซึ่งหลายตัวมีมาให้บนแพล็ตฟอร์ม MetaTrader-4 อยู่แล้ว ในตัวอย่างของเรานี้ เราจะใช้หนึ่งในออสซิลเลเตอร์ที่เป็นที่นิยมมากและได้รับการพิสูจน์แล้วมากที่สุด ซึ่งก็คือ MACD ในกรอบเวลารายสี่ชั่วโมง H4

 

รูปที่ 3

ในรูปที่ 3 ค่าความห่างระหว่างราคาบิทคอยน์ (ด้านบนของรูป) และสัญญาณจาก MACD (ด้านล่าง) ปรากฏอย่างชัดเจนมาก ในส่วน A และ B แม้ว่าราคาจะยังคงถีบตัวสูงขึ้นจะเห็นได้ว่าจุดสูงสุดของกราฟกลับอยู่ต่ำลงเรื่อยๆ นี่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเทรนด์จะมีการทะลุในเร็วๆ นี้ และราคาเริ่มเปลี่ยนทิศทางลดลงมาหลังวิเคราะห์ดัชนีดังกล่าว

เราเห็นรูปภาพที่มีลักษณะตรงกันข้ามในส่วน C และ D ซึ่งราคาดูเหมือนจะลดลงหรือไปทางด้านข้าง และการอ่าน MACD จะเห็นว่าสัญญาณอยู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสัญญาณชี้ว่าราคาบิทคอยน์จะเพิ่มสูงขึ้น      

 

ตัวอย่างรอบระยะเวลาหนึ่งเดือน

มาดูเป็นตัวอย่างกันว่าเราสามารถเทรดเงินบิทคอยน์ได้อย่างไรบ้างในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ 11 กุมภาพันธ์ ถึง 11 มีนาคม 2561 นี้ (รูปที่ 3)

ในการวาดเส้นเทรนด์ เราเพียงแค่ต้องเชื่อมจุดสูงสุดในส่วน C และ D และประกอบกับเส้นเหล่านี้เข้าหาเส้นระดับแนวรับที่ 9,145 ก็จะเป็นสัญญาณที่ดีว่าราคาจะกลับทิศทาง ณ จุดดังกล่าว นักเทรดควรเปิดตำแหน่งที่จุดที่ 1 ด้วยปริมาณ 1 ล็อต โดยเลือกซื้อ 1 BTC (ใน NordFX 1 ล็อตคือ 1 บิทคอยน์) ซึ่งนักเทรดควรจะขาย ณ จุดที่ 2 เมื่อระดับแนวต้านเข้าสู่ที่ 11,660 และรับกำไรจำนวน $2,515 จากการซื้อขายดังกล่าว

 

(โดยปกติแล้วอาจมีค่าสเปรดหรือค่าคอมมิชชั่นจากโบรกเกอร์ที่ต้องหักออกจากยอดผลกำไรนี้ แต่ที่ NordFX ค่าธรรมเนียมดังกล่าวมีเพียงเล็กน้อยแค่ประมาณ $55 ต่อ 1 BTC)

 

และตอนนี้เรามาดูอีกตัวอย่างกัน การเบนออกของ A บนกราฟเดียวกัน

เช่นเดียวกันกับกรณีข้างต้น เมื่อราคาผ่านจุดสูงสุดที่สองไปแล้ว นักเทรดจะสังเกตเห็นได้ว่ามีการเบนออกและเปิดตำแหน่งขาย ณ จุดที่ 3 ที่ราคา 10,200

 

(ซึ่งแตกต่างจากตลาดแลกเปลี่ยนเงินคริปโต โบรกเกอร์เช่น NordFX อนุญาตให้คุณไม่เพียงแค่ซื้อเท่านั้น แต่คุณยังสามารถเข้าตำแหน่งขายเงินคริปโตเคอเรนซี แม้จะไม่ได้เป็นเจ้าของก็ตาม ธุรกรรมดังกล่าวเรียกว่า CFD หรือสัญญาการซื้อขายส่วนต่างของราคา ซึ่งคุณสามารถทำกำไรได้แม้แต่ในสถานการณ์ที่ค่าเงินคริปโตลดลงมาจนเหลือศูนย์)

 

ดังนั้น นักเทรดได้ขายบิทคอยน์ไป 1 เหรียญ แต่ว่าราคายังคงขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อราคาขยับถึงระดับ 11,660 (ณ จุดที่ 4) นักเทรดกลับพบว่าขาดทุนเป็นจำนวน $1,460

แล้วมันเกิดอะไรขึ้น? จริงๆ ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษเพราะว่าเมื่อคุณเทรดในตลาด สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ไม่มีสัญญาณตัวใดที่รับประกันความสำเร็จได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

แล้วเราควรทำอย่างไร? ทางเลือกที่ 1: ปิดตำแหน่งซะและยอมรับการขาดทุนดังกล่าว และทางเลือกที่ 2: ไม่ปิดอะไรเลย แต่ในทางกลับกันให้เพิ่มปริมาณตำแหน่งอีกหลายล็อต

การเบนออกที่ปรากฏขึ้นต่อมาในจุดสูงสุดที่สาม (สามยอด) ประกอบกับการเข้าสู่ระดับแนวต้านที่จุด 4 เป็นสัญญาณที่ชัดเจนมากกว่าสัญญาณ ณ จุดที่ 3 และนี่คือเหตุผลว่าทำไมในตอนนั้นจึงมีนักเทรดเลือกตัดสินใจเปิดตำแหน่งขายเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 ล็อต

ดังนั้น นักเทรดจึงมีตำแหน่งสองตำแหน่งด้วยกัน: ตำแหน่งแรกมีปริมาณ 1 ล็อตซึ่งเปิดที่ราคา BTC 10,200 และตำแหน่งที่สองเป็นปริมาณ 1.5 ล็อต ซึ่งเปิดที่ราคา 11,660 นักเทรดเลือกปิดตำแหน่งเหล่านี้หลังจากพบสัญญาณ MACD ณ จุดที่ 5 ที่ราคา 10,650 ผลลัพธ์ก็คือนักเทรดต้องขาดทุนเป็นเงินจำนวน $450 สำหรับธุรกรรมแรก และกำไรเป็นจำนวน $1,515 สำหรับธุรกรรมที่สอง รายได้ทั้งหมดจากการเทรดในสองธุรกรรมนี้คิดเป็นเงินจำนวน $1,065       

ทั้งนี้ ควรคำนึงว่าการเบนออกไม่ปรากฏเฉพาะแบบสองยอด (C และ D) หรือ สามยอด (A) เท่านั้น แต่ตัวอย่างการเกิดแบบสี่ยอดในส่วน B (รูปที่ 3) ก็ปรากฏขึ้นได้เช่นกัน และจากนั้นคุณก็จะต้องเพิ่มตำแหน่งซื้อขายไม่ใช่หนึ่งแต่เป็นสองครั้ง แต่มีกรณีที่อาจมีมากกว่าสามหรือสี่ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยยอดเงินคงเหลือที่เพียงพอ และเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเรามีเงินที่เพียงพอนั้น? คำตอบก็คือ จงใช้การบริหารจัดการเงินและค่าเลเวอเรจเป็นตัวช่วย

 

การบริหารจัดการเงินและค่าเลเวอเรจ

การบริหารจัดการเงิน คือ วิธีหนึ่งในการจัดการเงินทุน ได้แก่ การคำนวณความเสี่ยงล่วงหน้าของแต่ละธุรกรรมซึ่งเป็นหัวใจหลัก รวมถึงการคำนวณความเสี่ยงของหลายๆ ธุรกรรมที่ทำร่วมกัน

ค่าเลเวอเรจ คือ จำนวนเงินเครดิตที่โบรกเกอร์ให้บริการกับนักเทรดโดยอัตโนมัติและไม่จำเป็นต้องวางหลักประกันใดๆ เพื่อทำการซื้อขายในตลาด ดังนั้น ตามอัตราค่าเลเวอเรจสูงสุดของ NordFX ที่ 1:1000 หากนักเทรดมีเงินจำนวน $1,000 ในบัญชี นักเทรดสามารถทำการซื้อ/ขายคริปโตเคอเรนซีหรือสินทรัพย์การเงินประเภทอื่นๆ เป็นจำนวนเงินที่มากกว่าเงินทุนของนักเทรด 1,000 เท่า ซึ่งก็คือ $1,000,000 แต่เราไม่จำเป็นต้องใช้อัตราดังกล่าวแบบสูงสุด ข้อดีของอัตราเลเวอเรจก็คือทำให้นักเทรดมีอิสระเพิ่มเติมที่จะบริหารจัดการเงิน ยิ่งมีอัตราเลเวอเรจสูงมากเท่าใด เงินทุนของนักเทรดจะสามารถเทรดได้สูงขึ้นเท่านั้น

เราควรตระหนักว่าอัตราค่าเลเวอเรจไม่ส่งผลต่อระดับความเสี่ยง นักเทรดเป็นผู้บริหารความเสี่ยงในการเปิดตำแหน่งว่าเป็นตำแหน่งเท่านี้ปริมาณล็อตเท่านี้ เป็นต้น ดังนั้น จงอย่าไปเชื่อใครที่พูดเป็นอื่น เพราะหมายความว่าเขาคนนี้ไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการจัดการเงินอย่างแท้จริง

โดยทั่วไปการเปิดตำแหน่งด้วยปริมาณ 1 ล็อตที่ราคา $10,000 คุณจำเป็นต้องมีเงินจำนวนเดียวกันที่ $10,000 (และอาจมากกว่านี้เพราะมีค่าสเปรด) แต่ด้วยอัตราค่าเลเวอเรจที่ 1:1000 คุณสามารถเปิดตำแหน่งเดียวกันนี้ด้วยเงินเพียง $10 และเงินที่่เหลือ $9,900 คุณสามารถใช้รองรับในกรณีที่การขาดทุนในกรณีที่ราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามและยังสามารถเปิดตำแหน่งซื้อขายเพิ่มเติมได้อีกตามที่เราได้อธิบายไว้ข้างต้น

หนึ่งในนักเทรดมืออาชีพผู้โด่งดังอย่างนายแลร์รี่ วิลเลียมส์ ก็เริ่มจากการใช้หลักความเสี่ยงที่ยอมรับได้สูงสุดต่อแต่ละธุรกรรมที่ 5% ของเงินฝากในการเทรดของเขา ต่อมาเขาจำกัดส่วนนี้ลงเป็น 2 หรือมากสุดเพียง 3% นายวิลเลียมส์เทรดฟิวเจอร์ส พันธบัตร และดัชนี S&P 500 ซึ่งมีความผันผวนที่ต่ำกว่าความผันผวนในตลาดเงินคริปโต และหลักการดังกล่าวควรเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาในการตั้งกฎกติกาเรื่องการบริหารจัดการเงินของตัวคุณเอง

 

ขออวยพรให้โชคดี

แน่นอนว่านักเทรดผู้มีประสบการณ์ย่อมใช้งานกลยุทธ์ที่ซับซ้อนและทำกำไรได้มากกว่าผลงานที่เราแสดงให้เห็นข้างต้น และเราไม่ได้ยืนยันว่าวิธีการของเราเป็นวิธีที่ดีที่สุด

หน้าที่หลักของมาจากมุมมองที่แตกต่างกันออกไป โดยเราต้องการที่จะสาธิตวิธีสำหรับผู้ที่เหน็ดเหนื่อยกับการรอคอยให้ราคาบิทคอยน์กลับมาพุ่งทะยานอีกครั้ง เพื่อให้ทราบว่านักเทรดสามารถทำกำไรได้ในขณะนี้เช่นกันไม่ว่าสกุลเงินคริปโตจะราคาสูงขึ้นหรือลดลง

ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่เราจะเลิกเป็นนักเทรดเฝ้าระวังที่แสนเฉื่อย? ถึงแม้ว่าเราจะต้องรอคอยอีกนานไม่รู้ถึงเมื่อใด ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่เราจะต้องเป็นนักเทรดเชิงรุกโดยใช้เครื่องมือทั้งหลายและฉวยทุกโอกาสที่มอบให้โดยโบรกเกอร์อย่าง NordFX? แน่นอนว่าในตอนแรกย่อมดูเหมือนว่าเป็นเรื่องยาก แต่อย่างที่ชาวโรมันเคยพูดไว้ว่า “Viam supervadet vadens” หรือ เราจะชำนาญเส้นทางโดยการเดินทาง

ขอให้ทุกท่านโชคดี!


« ช่วยเหลือผู้ซื้อขาย
โปรโมชั่นและโบนัส
ข้อเสนอพิเศษและเงื่อนไขสำหรับกำไรจากการเทรดดิ้ง เรียนรู้เพิ่มเติม
ติดตามเรา (ในโชเซียลเน็ตเวิร์ค)