กันยายน 15, 2017

 

ช่วงเวลาแห่งความนิยมเงินตราดิจิตอลนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด? และอะไรจะอยู่เบื้องหน้าของนักลงทุน จะเป็นความมั่งคั่ง กำไรกว่าพันเปอร์เซ็นต์ หรือเป็นหลุมฝังศพแห่งการพังพินาศของสกุลเงินดิจิตอล?
โบรกเกอร์ NordFX มีข้อเสนอให้สามารถทำกำไรได้จากทั้งการเติบโตและการล่มสลายของตลาดเงินตราดิจิตอลนี้

 

ไม่นานมานี้ บรรดาพาดหัวข่าวในโลกการเงินต่างเต็มไปด้วยประเด็นเรื่องบิทคอยน์และเงินตราดิจิตอลสกุลอื่นๆ

จากรายงานของ Bloomberg พบว่า "ปารีส ฮิลตัน ได้มีส่วนสำคัญในการดึงดูดการลงทุนในสกุลเงินดิจิตอล (ICO)”

“การรถไฟสวิตเซอร์แลนด์ได้เริ่มขายตั๋วเดินทางเป็นเงินบิทคอยน์”

“ที่ไปรษณีย์ออสเตรียสามารถแลกเปลี่ยนเงินยูโรเป็นบิทคอยน์ อีเธอเรียม และสกุลเงินดิจิตอลอื่นๆ!”

"บริษัท Viberate ได้ดึงดูดเงินทุนมากกว่า $10 ล้านในการเสนอขายเหรียญระยะเริ่มต้นของบริษัทภายในเวลาเพียง 4  นาที 42 วินาที”

พาดหัวข่าวดังกล่าวจึงได้เรียกความสนใจมากมาย โดยรวมแล้วอาจมากไปกว่าที่ควรจะเป็นเสียด้วยซ้ำ ทั้งนี้ อัตราการแลกเปลี่ยนของอีเธอเรียมสำหรับครึ่งปีแรกของปี 2560 เติบโตมากกว่า 250% ในขณะที่เมื่อเดือนกันยายน ปี 2552 บิทคอยน์ราคาต่ำกว่า 0.1 เซ็นต์ และอีก 8 ปีให้หลัง ราคาของบิทคอยน์ได้พุ่งสูงขึ้นถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ กล่าวคือ ราคาได้เติบโตขึ้นถึง 5 ล้านเท่า!

จริงอยู่ที่มีบางสิ่งบางอย่างที่ควรพิจารณาสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มทุนของตนเองอย่างจริงจัง นอกจากนี้ คำทำนายโดยผู้เชี่ยวชาญหลายรายต่างเป็นไปในแง่ดีมากกว่าเดิม

 

ดังนั้น บริษัทที่ปรึกษาของอังกฤษ Juniper Research ได้คำนวณว่าในปี 2560 ปริมาณการไหลเวียนรวมของสกุลเงินดิจิตอลอาจจะมีปริมาณมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมากกว่าผลรวมของปีที่ผ่านมามากกว่า 15 เท่าด้วยกัน นอกเหนือไปจากบิทคอยน์ ยังมีสัดส่วนของสกุลเงินอีเธอเรียมและไลท์คอยน์รวมอยู่ด้วย

ผู้เชี่ยวชาญจาก Pantera Capital Management, Fundstrat Global Advisors และ GFI Group Inc. เชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้ ราคาบิทคอยน์จะขยับสูงขึ้นถึง $6,000 ในขณะที่สถาบัน Standpoint Research คาดการณ์ว่าราคาจะขยับสูงถึง $7,500 ในปี 2561

สำหรับแนวโน้มระยะยาว บริษัท Fundstrat และ Standpoint Research คาดว่าในปี 2565 มูลค่าของสกุลเงินดิจิตอลนี้จะอยู่ที่ประมาณ $25,000 และอีก 5 ปีต่อมาในปี 2570 ราคาจะขยับถึงที่ระดับ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ!

 

แต่นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมด! ตัวอย่างเช่น ช่องรายการโทรทัศน์ CNBC ได้ประกาศคำทำนายของธนาคาร Saxo Bank โดยนักวิเคราะห์นายเคย์ ฟาน ปีเตอร์เซน ซึ่งคาดการณ์ว่าตลาดเงินทุนของบิทคอยน์ในทศวรรษหน้าอาจจะขยับถึงระดับ 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลที่ตามมาจะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนบิทคอยน์เติบโตสูงขึ้นถึง $100,000!

 

นายจอห์น กอร์ดอน นักวิเคราะห์ชั้นนำจากบริษัทโบรกเกอร์ของ NordFX กล่าวว่า “คำทำนายเหล่านี้ทำให้ตลาดดูมีความคุกรุ่นขึ้น ช่วยดึงดูดนังลงทุนรายใหม่ ทำให้เกิดช่วงเวลาแห่งความบ้าคลั่งในเงินตราดิจิตอล อย่างไรก็ตาม ยังคงมีนักการเงินหลายที่มองว่าเงินตราดิจิตอลเป็นเพียงปิรามิดที่ลอยอยู่บนอากาศและสามารถพังทลายลงมาได้ทุกขณะ”

"วันนี้ ตลาดเงินตราดิจิตอลจะยังคงเป็นเหมือนกับ Klondike ที่ดึงดูดคนเก็งกำไรและผู้หลอกลวงต้มตุ๋นทุกประเภท” เขียนโดย The Financial Times โดยอดีตผู้อำนวยการของ Yahoo นายแบรด การ์ลิงเฮาส์ ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้บทความนี้อีกราย โดยเขากล่าวว่าตลาดนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการกำกับดูแลอย่างสูง

 

นายกอร์ดอนจาก NordFX กล่าวว่า “แน่นอน การขาดการกำกับดูแลโดยอำนาจของรัฐเป็นตัวลดความน่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนที่กลัวว่าสกุลเงินดิจิตอลสามารถหายไปชั่วข้ามคืนได้ หากยังพอจำได้ ในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้สั่งห้ามการใช้งาน ICO ในการระดมทุน จนบิทคอยน์เสียมูลค่ากว่า 5% และอีเธอเรียมเสียมูลค่าของราคากว่า 12% ด้วยกัน

 

ขณะนี้ ธนาคารกลางของศูนย์อำนาจการเงินชั้นนำเกือบทุกแห่งต่างอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าควรที่จะรองรับเงินตราดิจิตอลในระดับประเทศหรือไม่ ซึ่งการปัดภาระทิ้งเสียทีเดียวคงจะไม่ได้ผล เนื่องจากธนาคารกลางต่างอยู่ภายใต้ภาวะกดดันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงโครงสร้างสถาบันการค้ารายใหญ่ต่างๆ ดังนั้น ตามรายงานการวิเคราะห์ของบริษัทนิรนามได้ระบุว่าภายในเดือนสิงหาคม มีกองทุนเฮดจ์ฟันด์กว่า 55 แห่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงทุนในสกุลเงินดิจิตอล และตามรายงานของ Fortune มีธนาคารรายใหญ่กว่า 30 แห่ง รวมถึงองค์กรใหญ่ยักษ์ทางเทคนิคและอื่นๆ เช่น JP Morgan Chase, Microsoft, Intel, BNP Paribas, BP, Cisco, Credit Suisse ฯลฯ กำลังรวมตัวกันเป็นกลุ่มที่เรียกว่าสหพันธ์ผู้ประกอบการอีเธอเรียม (Enterprise Ethereum Alliance) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อสร้างเครือข่ายสกุลเงินอีเธอเรียม

 

เป็นที่กล่าวขานกันว่าสกุลเงินดิจิตอลจะมีอนาคตที่สดใส แต่มีปัจจุบันที่บ้าคลั่ง โดยตามความเห็นของนักยุทธศาสตร์แห่งธนาคารอเมริกัน Merrill Lynch เห็นว่าสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงเมื่อสกุลเงินเหล่านี้เติบโตขึ้นและสภาพคล่องเพิ่มขึ้น และบางทียุคเจริญรุ่งเรืองที่สุดอาจจะยังมาไม่ถึงจนกว่าภาคค้าปลีกขนาดยักษ์ เช่น Amazon, Facebook, Visa และ Mastercard จะเริ่มรองรับสกุลเงินดิจิตอล

“กว่า 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทของเราได้ทำชื่อเสียงในฐานะความเป็นอนุรักษ์นิยมอย่างพอควร” กล่าวโดยนักวิเคราะห์ของ NordFX นายจอห์น กอร์ดอน “เราเสนอสินค้าที่ได้รับการทดสอบแล้วเท่านั้นต่อลูกค้าของเรา แต่เราไม่สามารถเพิกเฉยต่อปรากฏการณ์สกุลเงินดิจิตอลนี้ได้ ปัจจุบัน มีสกุลเงินดิจิตอลกว่าหลายพันสกุลและการลงทุนในเงินตราเหล่านี้มีความเสี่ยงที่สูงมากเกินไป ดังนั้น ด้วยความหลากหลายเหล่านี้ เราจึงได้เลือกสรรสกุลเงินดิจิตอลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดและมีแนวโน้มดีที่สุด 3 สกุลด้วยกัน ได้แก่ บิทคอยน์ (Bitcoin) อีเธอเรียม (Ethereum) และไลท์คอยน์ (Litecoin) โดยสามารถซื้อขายเงินตราดังกล่าวบนแพล็ตฟอร์มของเราได้

ผมต้องการเน้นย้ำว่าใน NordFX การซื้อขายด้วยสกุลเงินดิจิตอลไม่ใช่สิ่งพิเศษสำหรับกลุ่มคนร่ำรวยเท่านั้น การซื้อขายนี้มีให้บริการไม่เพียงแก่นักลงทุนรายใหญ่ แต่ยังรวมถึงผู้คนทั่วไปด้วยจำนวนเงิน 50 หรือ 100 ดอลลาร์อีกด้วย นอกจากนี้ การซื้อขายเหล่านี้มุ่งไปที่ทั้งการเติบโตและการถอยต่ำลงของค่าเงินดิจิตอล ซึ่งช่วยให้ลูกค้าของเราสามารถทำกำไรได้ในทุกการผันผวนของตลาด” 

 


« การวิเคราห์ตลาดและข่าว
รับการฝึก
มือใหม่ในตลาดใช่ไหม?ใช้ส่วน เริ่มฝึกฝน เริ่มฝึกฝน
ติดตามเรา (ในโชเซียลเน็ตเวิร์ค)