กุมภาพันธ์ 8, 2020

อันดับแรกเป็นการทบทวนเหตุการณ์ในสัปดาห์ที่แล้ว:

  • EUR/USD สถิติในสหรัฐฯ (รวมถึง ISM และ NFP) ดูค่อนข้างสดใส ดัชนีสหรัฐฯ ทำระดับราคาสูงสุดในรอบห้าวัน ดัชนี Dow Jones อยู่ที่ 29393 และดัชนี S&P500 ที่ 3345 คำสั่งผลิตสินค้าในเยอรมนีลดลงมา 0.5% เป็นเวลาสามเดือนติดต่อกัน ซึ่งเป็นการยืนยันความกังวลเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจยุโรปที่ใกล้กับสภาวะถดถอยเต็มที ความคาดหวังในหมู่นักลงทุนจึงเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับโอกาสการขยายตัวของนโยบายผ่อนปรนเชิงปริมาณ (QE) ในยูโรโซน และมีความมั่นใจสูงขึ้นว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์จะคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างน้อย การคาดการณ์นี้แถลงโดยนายแรนดัล ควาร์ลส์ รองประธานธนาคารเฟด ส่วนทางนายโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ให้สัญญาณบวกเกี่ยวกับแนวโน้มการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมาถึง โดยคอยเน้นย้ำกับประชาชนผู้ลงคะแนนว่าอัตราว่างงานของสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำที่สุดที่ 3.5%
    ในครั้งที่แล้วความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงดัชนีส่วนใหญ่ในกรอบ D1 ว่าด้วยราคาคู่นี้ในรอบห้าวันที่ผ่านมาอยู่ในโซนสีเทาแบ่งเป็น 50-50 อันดับแรกเป็นเพราะสถานการณ์ที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา แต่ในขณะเดียวกันบนกรอบเวลาทั้ง H4 และ D1 มีออสซิลเลเตอร์ 15% ได้ให้สัญญาณว่าราคามีแรงซื้อมากเกินไปและการกลับตัวของเทรนด์จะมาถึง การวิเคราะห์กราฟบนกรอบ H4 เห็นด้วยกับสถานการณ์นี้ คาดว่าราคาจะกลับมาที่แนวรับสำคัญที่ 1.0990-1.1000
    สิ่งที่เกิดขึ้นจริงมีดังนี้: ราคาได้กลับทิศทางและขยับถึงแนวรับที่ระบุเมื่อวันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ ตามมาด้วยศึกการประลองระหว่างตลาดกระทิงและตลาดหมีกว่า 20 ชั่วโมงเต็ม ท้ายที่สุดชัยชนะตกเป็นของฝั่งขาย ดอลลาร์เริ่มแข็งค่าขึ้นในขณะที่เงินยูโรอ่อนค่าลง อัตราการติดเชื้อไวรัสโคโรนาที่ลดลงและการสนับสนุนตลาดจากธนาคารกลางจีนส่งผลดีต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ในวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ หลังจากทำราคาต่ำสุดในรอบหลายเดือน ราคาก็ได้ปักหลักด้านล่างต่ำสุดที่ 1.0940 และปิดตลาดที่ 1.0945
  • GBP/USD คู่นี้เดินรอยตามยูโร เงินปอนด์เสียตำแหน่งเทียบกับเงินดอลลาร์ มีแรงกดดันเพิ่มเติมมาจากความกังวลว่าสหราชอาณาจักรจะไม่สามารถทำข้อตกลงการค้ากับอียูในระหว่างช่วงเวลาเปลี่ยนแปลงหลังเบร็กซิต เช่นเดียวกับคู่ EUR/USD มีออสซิลเลเตอร์ 15% ในสัปดาห์ที่แล้วที่ให้สัญญาณอย่างชัดเจนว่ามีแรงซื้อมากเกินไปในคู่นี้ และการวิเคราะห์กราฟทำนายว่าเงินปอนด์จะอ่อนค่าลงตอนแรกมาที่ระดับ 1.2970 และจากนั้นไปที่ 1.2800 จริงๆ แล้ว เทรนด์ขาลงของคู่นี้สิ้นสุดลงเมื่อวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ บริเวณตรงกลางของช่วงในโซน 1.2880
  • USD/JPY อัตราการติดเชื้อไวรัสโคโรนาที่ลดลงและความหวังว่าจะมีชัยชนะเหนือไวรัสนี้ในเร็ววันส่งผลให้ความสนใจในตลาดสินทรัพย์ปลอดภัยลดลง เช่น เงินเยนญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้ ราคาจะสามารถตัดทะลุระดับสำคัญที่ 110.00 ในส่วนครึ่งหลังของสัปดาห์ราคาได้แตะถึงระดับ 110.016 จากนั้นราคามีการตีกลับและปิดตลาดในโซนแนวรับ/แนวต้านระยะกลางที่สำคัญที่ระดับ 109.75
  • คริปโตเคอเรนซี - เป็นเดือนมกราคมที่ดี่ที่สุดสำหรับบิทคอยน์ในรอบเจ็ดปีที่ผ่านมา ราคาบิทคอยน์เพิ่มขึ้นประมาณ 30% มูลค่ารวมในตลาดของสินทรัพย์เพิ่มขึ้นกว่า $39 พันล้านเหรียญ ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญคาดว่าแนวโน้มขาขึ้นของราคามาจากสถานการณ์ภูมิศาสตร์การเมือง ส่วนการฮาล์ฟเหรียญที่จะมาถึงก็ได้ส่งผลต่อราคาบิทคอยน์เช่นกัน ในครั้งที่แล้ว ครั้งสุดท้ายที่อัตราแลกเปลี่ยนบิทคอยน์เติบโตขึ้นอย่างฉับพลันเช่นนี้คือเดือนมกราคมปี 2013 จากนั้นเหรียญก็เพิ่มมูลค่าประมาณ 54% ทั้งนี้ควรคำนึงว่าในตอนนั้นสินทรัพย์ก็กำลังเตรียมการสำหรับการฮาล์ฟเหรียญเช่นเดียวกัน
    อีกหนึ่งเหตุผลที่ผลักดันราคา BTC/USD ขึ้นไปคือไวรัสโคโรนา “นักลงทุนชาวเอเชียกำลังกว้านซื้อเงินคริปโตเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากสถานการณ์ไวรัสโคโรนาที่กำลังระบาด การจ่ายเงินในสกุลดอลลาร์อาจถูกแบน ดังนั้นบิทคอยน์และเหรียญชนิดอื่นๆ จะเป็นทางออกเดียว” กล่าวโดย Vijay Ayyar หนึ่งในผู้บริหารสูงสุดของตลาดแลกเปลี่ยน Luno บนช่อง CNBC เขายังมองว่าราคาบิทคอยน์นั้นได้รับอิทธิพลจาก “ตลาดมืด” บริษัทหลายแห่งจากจีงทยอยปิดการส่งออกสินค้า ซึ่งเป็นเหตุว่าทำไมมูลค่าการชำระเงินเพื่อลักลอบสินค้าด้วยเงินคริปโตจึงเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
    ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยใด การฮาล์ฟเหรียญ ไวรัส หรือการลักลอบสินค้า ทั้งหมดนี้ได้ “ผลักดัน” อัตราแลกเปลี่ยนบิทคอยน์ไปที่ระดับสำคัญ $10,000 ในวันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นไปตามคำทำนายของผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ ราคาหนึ่งเหรียญขยับถึงระดับ $9,860
    นอกจากนี้ การเติบโตของสกุลเงินคริปโตผู้นำอย่างบิทคอยน์ยังส่งผลเป็นแรงกระตุ้นให้กับอัลท์คอยน์ติดอันดับอย่าง Ethereum (ETH/USD) ซึ่งขยับถึง $223.9, Litecoin (LTC/USD) – $75.30 และ Ripple (XRP/USD) – $0.2800

 

สำหรับบทวิเคราะห์ของสัปดาห์นี้ เราได้สรุปความเห็นของบรรดานักวิเคราะห์มากมาย รวมถึงคำคาดการณ์ที่วิเคราะห์จากพื้นฐานทางเทคนิคและสถิติกราฟต่างๆ โดยเราสามารถสรุปผลวิเคราะห์ได้ดังต่อไปนี้:

  • EUR/USD ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คู่สกุลเงินยอดนิยมที่สุดทั้งหลายได้ขยับถึงระดับสำคัญเกือบทั้งหมด เช่น EUR/USD(1.1000), GBP/USD (1.3000) และ USD/JPY (110) ซึ่งทำให้ภารกิจในการทำนายทิศทางในอนาคตเป็นเรื่องยากขึ้น เนื่องจากระดับเหล่านี้อาจทำหน้าที่เป็นไปได้แนวรับและแนวต้านที่สำคัญ
    ในขณะที่กำลังเขียนบทวิเคราะห์นี้นั้น (วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์) สถานการณ์ของดัชนีสำหรับคู่ EUR/USD สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เราเคยสังเกตเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดัชนีเทรนด์  100% และออสซิลเลเตอร์ 85% ขณะนี้ให้สัญญาณว่าคู่นี้มีแรงขายมากเกินไปและคาดการณ์ว่าราคาจะรีบาวด์ขึ้น
    ผู้เชี่ยวชาญ 60% สนับสนุนโดยการวิเคราะห์กราฟในกรอบ H4 เชื่อว่าราคาจะยังคงขยับลงอย่างต่อเนื่องเพื่อทดสอบระดับต่ำสุดของช่วงเดือนพฤศจิกายน-ตุลาคม 2019 ี่บริเวณ 1.0880 และหากทำสำเร็จจะเปิดการเปิดทางไปสู่โซน 1.0500-1.0800 ซึ่งเป็นราคาที่เคยขยับถึงเมื่อช่วงปี 2015-2017
    อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์กราฟในมุมมองวงกว้างชี้ว่าราคาจะรีบาวด์จากระดับแนวรับที่ 1.0880 ขึ้นมาโดยตอนแรกจะไปที่ระดับแนวต้าน 1.1000 และจากนั้นจะขึ้นไปอีก 100 จุด นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ (60%) เห็นด้วยว่าราคาจะขยับถึง 1.1100 และ 1.1200 อีกครั้งในระยะกลาง
    สำหรับการวิเคราะเศรษฐกิจมหภาค ในสัปดาห์หน้านี้เราจะได้อัปเดตข่าวสารสำคัญๆ หลายชุดด้วยกัน ตัวอย่างเช่น การกล่าวถอยแถลงของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารเฟดต่อที่ประชุมสภาคองเกรสสหรัฐฯ การประกาศสถิติจากตลาดผู้บริโภคเยอรมนีและสหรัฐฯ ในวันที่ 13 และ 14 กุมภาพันธ์ และการประกาศดัชนี GDP สำหรับเยอรมนีและยูโรโซนในช่วงปลายสัปดาห์ในวันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์
  • GBP/USD ในวันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ จะมีการประกาศดัชนี GDP สหราชอาณาจักรประจำไตรมาสที่สี่ของปี 2019 คาดการณ์ว่าตัวเลขจะปรับเพิ่มเป็นศูนย์ ซึ่งอาจเกิดเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมต่อค่าเงินปอนด์ ทั้งนี้ควรคำนึงว่าสถานการณ์กับเบร็กซิตและนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางอังกฤษทำให้อนาคตของเงินปอนด์ดูกำกวมมาก อย่างน้อยความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในขณะนี้แบ่งออกเป็นสามส่วนเกือบเท่าๆ กัน: 30% โหวตให้กับขาขึ้น 30% ขาลง และ 40% โหวตให้กับการเคลื่อนที่ด้านข้างของราคา ส่วนในระยะกลางนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ (65%) ยังคงคาดหวังในความสำเร็จของการเจรจาทางการค้าระหว่างสหราชอาณาจักรกับอียู
    สำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค สถานการณ์นี้เหมือนกับสถานการณ์กับคู่ EUR/USD ดัชนีปรากฏเป็นสีแดงและมีออสซิลเลเตอร์เพียง 15% ที่อยู่ในโซนขายมากเกินไป
    ราคาคู่นี้ปิดตลาดท้ายสัปดาห์ที่ 1.2880 ในโซนกลับตัว ซึ่งเป็นโซนที่ราคาผันผวนมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนตุลาคมจนถึงต้นเดือนธันวาคม 2019 ดังนั้นกรอบความผันผวนที่ใกล้ที่สุดคือกรอบของช่วงเดียวกันในปีที่แล้วที่ 1.2800 และ 1.3000 อย่างไรก็ตาม ค่าเงินปอนด์ที่ลดลงในช่วงห้าวันที่ผ่านมาถึง 320 จุดชี้ให้เห็นว่าราคาอาจจะไม่อยู่ในกรอบที่กำหนด เป้าหมายถัดไปสำหรับตลาดหมีคือโซน 1.2400-1.2580 หากเทรนด์กลับขึ้น เราจะเห็นคู่นี้ในโซน 1.2975-1.3200 โดยมีจุดกลับตัวที่ 1.3100 แต่เนื่องด้วยความผันผวนที่เพิ่มขึ้นของคู่นี้ เรายังไม่สามารถกำหนดระดับที่แม่นยำมากกว่านี้ได้ (อย่าลืมว่าเมื่อเดือนธันวาคมปี 2019 ที่ผ่านมา ราคา “พุ่ง” กว่า 600 จุดในเวลาเพียง 10 วัน!)
  • USD/JPY ญี่ปุ่นคือประเทศที่ต้องพึงพิงพลังงานมากที่สุดอันเนื่องมาจากการขาดแคลนทรัพยากร โดยเฉพาะในตอนนี้หลังจากที่มีการระงับโรงงานพลังงานนิวเคลียร์หลายแห่ง ทำให้จำเป็นต้องเพิ่มการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ดังนั้น ราคาที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วของพลังงานชนิดนี้ย่อมกระทบต่อสกุลเงินเยนญี่ปุ่นให้อ่อนค่าลง
    ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดน้ำมันมีความผันผวนที่เพิ่มขึ้นหลังจากรอฟังผลการตัดสินใจของคณะกรรมการ OPEC+ เพื่อปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมัน ผลลัพธ์คือคณะกรรมการตัดสินใจปรับลดการผลิต 600,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งคาดว่าจะช่วยหยุดแนวโน้มขาลงของราคา “น้ำมันดิบ” นโยบายการค้าของจีนที่ผ่อนปรนมากขึ้นควรจะช่วยหนุนตลาดน้ำมัน โดยเฉพาะการตัดสินใจของปักกิ่งให้ปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า $75 พันล้านเหรียญ มีแนวโน้มสูงที่ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ราคาคู่ USD/JPY ขยับสูงขึ้น และค่าเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงมาที่ 110 เยนต่อดอลลาร์ในสัปดาห์ที่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 60% คาดการณ์ว่าราคาจะเติบโตต่อไป ซึ่งจะได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งปัจจัยน้ำมันและสถานการณ์ที่คลี่คลายดีขึ้นของไวรัสโคโรนา
    อย่างไรก็ตาม เราจะต้องไม่ลืมว่าตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม ฟิวเจอร์สน้ำมันดิบเบรนท์ลดลงเกือบ 21% จาก $68.91 เหลือ $54.45 ซึ่งให้เหตุผลสำหรับนักวิเคราะห์ 40% ที่เหลือที่จะเข้าข้างเงินเยนญี่ปุ่น
    สถานการณ์การวิเคราะห์ทางเทคนิคในที่นี้เป็นไปดังนี้: บนกรอบเวลา H4 มีออสซิลเลเตอร์ 80% และดัชนีเทรนด์ 75% มองไปทางทิศเหนือ ในขณะที่ในกรอบ D1 ออสซิลเลเตอร์ 85% และดัชนีเทรนด์ 90% เป็นสีเขียว จึงเห็นได้ว่าฝั่งตลาดกระทิงเป็นต่ออย่างชัดเจน
    การวิเคราะห์กราฟในกรอบ H4 ชี้ว่าราคาจะปรับลดลงมาที่โซน 109.10-109.30 แนวรับถัดมาได้แก่ 108.30 และ 107.65 ในกรอบ D1 ภาพออกมากลับกัน: ในตอนแรกราคาจะเติบโตไปที่ระดับ 110.80-111.30 และจากนั้นขึ้นไปที่ระดับ 111.70 โดยมีแนวต้านใกล้ที่สุดที่ 1.2575
  • คริปโตเคอเรนซี ดังนั้นราคาบิทคอยน์ได้ทำราคาสูงสุดในรอบ 3 เดือน “ระวังการกลับตัวของเทรนด์” เตือนโดยผู้เชี่ยวชาญ 20% ท่ามกลางข่าวแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนอาจเริ่มมีความมั่นคงมากขึ้น ซึ่งจะทำให้นักลงทุนหันมาสนใจในสกุลเงินคลาสสิกทั่วไปเพิ่มขึ้น ในกรณีนี้ ราคาบิทคอยน์อาจดิ่งลงมาก และถึงแม้จะไม่มีไวรัสโคโรนา ประเทศอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ทั้งสองกำลังค่อยๆ เข้าสู่จุดสิ้นสุดของสงครามการค้า แต่จุดจบนี้จะส่งผลต่อราคาบิทคอยน์มากน้อยแค่ไหน?
    นักวิเคราะห์ 80% เชื่อว่าราคาไม่น่าจะลดตัวต่ำลงอย่างหนัก (ต่ำกว่า $9,100) และในเร็วๆ นี้ราคาน่าจะขยับถึงระดับ $10,450 และราคาที่ $12,300 ก็คงอยู่ไม่ไกล นายโธมัส ลี ผู้ร่วมก่อตั้ง Fundstrat Global Advisors ทำนายการเติบโตที่มากขึ้นอีก เขามองว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของบิทคอยน์ในหกเดือนข้างหน้าจะสูงถึง 200%
    แต่จากที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทุกครั้งที่ทุกคนกำลังแหงนมองด้านบน ราคาจะขยับลง ดังนั้น เราขอแนะนำอย่างยิ่งให้คุณไม่ลืมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 20% ที่ออกมาเตือนให้ระมัดระวังเป็นอย่างสูง

 

Roman Butko, NordFX

 

Notice: These materials should not be deemed a recommendation for investment or guidance for working on financial markets: they are for informative purposes only.  Trading in financial markets is risky and can result in a complete loss of deposited funds.


« การวิเคราห์ตลาดและข่าว
รับการฝึก
มือใหม่ในตลาดใช่ไหม?ใช้ส่วน เริ่มฝึกฝน เริ่มฝึกฝน
ติดตามเรา (ในโชเซียลเน็ตเวิร์ค)